วิธีใช้ Google Keyword Planner ฉบับจับมือทำสำหรับมือใหม่ (2025)

วิธีใช้ Google Keyword Planner

ในบรรดาเครื่องมือสำหรับทำ Keyword Research ทั้งหมด Google Keyword Planner ถือเป็นเครื่องมือ “สามัญประจำบ้าน” ที่นักการตลาดและคนทำ SEO ทุกคนต้องรู้จักและใช้งานให้เป็น เพราะมันคือเครื่องมือฟรีจาก Google โดยตรง ที่ให้เราเข้าถึงขุมทรัพย์ข้อมูลการค้นหาของผู้คนทั่วโลก

แม้หน้าตาอาจจะดูซับซ้อนไปบ้างสำหรับมือใหม่ แต่คู่มือนี้จะสอนคุณใช้งานทีละขั้นตอน ตั้งแต่การสมัครไปจนถึงเทคนิคการนำข้อมูลไปใช้จริง เพื่อให้คุณสามารถค้นหาคีย์เวิร์ดทองคำมาพัฒนาธุรกิจของคุณได้อย่างแน่นอน

1. Google Keyword Planner คืออะไร?

Google Keyword Planner คือ เครื่องมือฟรีที่อยู่ในระบบของ Google Ads (ระบบลงโฆษณาของ Google) โดยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ลงโฆษณาสามารถค้นหาและวิเคราะห์คีย์เวิร์ดสำหรับแคมเปญของตนเองได้ แต่ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาโดยตรงจาก Google ทำให้คนทำ SEO นำเครื่องมือนี้มาประยุกต์ใช้เพื่อการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดสำหรับทำคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมถึงควรใช้?

  • ข้อมูลตรงจาก Google: เป็นข้อมูลพฤติกรรมการค้นหาที่น่าเชื่อถือที่สุด
  • ใช้งานฟรี: ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
  • เหมาะทั้ง SEO และ Ads: ช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งการแข่งขันแบบธรรมชาติและการแข่งขันแบบโฆษณา

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับทุกคนที่ต้องการเข้าใจความต้องการของลูกค้าผ่านการค้นหา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ, นักการตลาด, นักทำ SEO, หรือ Content Creator

2. วิธีสมัครและเข้าใช้งาน (แบบไม่เสียเงิน)

หลายคนมักติดปัญหาตั้งแต่ตอนสมัคร เพราะ Google จะพยายามนำเราไปสู่การสร้างแคมเปญโฆษณา ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อเข้าใช้งานได้ฟรี:

  1. ไปที่หน้า Google Keyword Planner แล้วคลิก “Go to Keyword Planner”
  2. ระบบจะให้คุณสร้างบัญชี Google Ads หากยังไม่มี ให้ทำการสมัคร (หากมีแล้วให้ล็อกอิน)
  3. ขั้นตอนสำคัญ: เมื่อระบบพยายามให้คุณสร้างแคมเปญแรก ให้มองหาลิงก์เล็กๆ ที่เขียนว่า “Switch to Expert Mode” หรือ “สลับเป็นโหมดผู้เชี่ยวชาญ” แล้วคลิก
  4. จากนั้น ระบบจะให้คุณตั้งค่าแคมเปญอีกครั้ง ให้มองหาตัวเลือก “Create an account without a campaign” หรือ “สร้างบัญชีโดยไม่ใช้แคมเปญ”
  5. เมื่อยืนยันข้อมูลธุรกิจเรียบร้อย คุณจะเข้ามาสู่หน้าแดชบอร์ดของ Google Ads ได้สำเร็จ
  6. มองหาเมนูด้านบนที่ชื่อ “Tools & Settings” (เครื่องมือและการตั้งค่า) จากนั้นในหัวข้อ “Planning” (การวางแผน) คุณจะเจอ “Keyword Planner”

3. เจาะลึก 2 ฟีเจอร์หลัก

Keyword Planner มีหัวใจการทำงานอยู่ 2 ส่วน คือ:

ฟีเจอร์ที่ 1: Discover new keywords (ค้นหาคีย์เวิร์ดใหม่)

ใช้เมื่อคุณต้องการ “หาไอเดียคำใหม่ๆ” ที่คุณอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน โดยมี 2 วิธีหลัก:

  • Start with keywords (เริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด):
    • วิธีใช้: ใส่ “คำตั้งต้น” ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณลงไป (ใส่ได้สูงสุด 10 คำ) เช่น “ประกันรถยนต์”, “ต่อประกันรถ”
    • ผลลัพธ์: ระบบจะแสดงรายการคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับคำที่คุณใส่เข้ามานับร้อยนับพันคำ
  • Start with a website (เริ่มต้นด้วยเว็บไซต์):
    • วิธีใช้: ใส่ URL เว็บไซต์ของ “คู่แข่ง” ที่คุณต้องการวิเคราะห์
    • ผลลัพธ์: ระบบจะดึงคีย์เวิร์ดที่เว็บไซต์นั้นๆ ติดอันดับอยู่ มาเป็นไอเดียให้คุณ

ฟีเจอร์ที่ 2: Get search volume and forecasts (ดูปริมาณการค้นหาและข้อมูลคาดการณ์)

ใช้เมื่อคุณ “มีลิสต์คีย์เวิร์ดอยู่แล้ว” และต้องการนำมาตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก

  • วิธีใช้: นำรายการคีย์เวิร์ดที่คุณมี (อาจจะได้มาจากขั้นตอนแรก หรือจากแหล่งอื่น) มาวางลงในช่อง
  • ผลลัพธ์: ระบบจะแสดงข้อมูลเฉพาะของคำที่คุณใส่เข้ามาเท่านั้น เช่น ปริมาณการค้นหาและการแข่งขัน

4. วิธีอ่านค่าและทำความเข้าใจผลลัพธ์

เมื่อระบบแสดงผลลัพธ์ออกมา จะมีคอลัมน์ข้อมูลต่างๆ ที่เราต้องทำความเข้าใจ:

  • Avg. monthly searches (ปริมาณการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน):
    • คือจำนวนครั้งที่คนค้นหาคีย์เวิร์ดนี้โดยเฉลี่ยใน 1 เดือน
    • ข้อควรรู้: สำหรับบัญชีที่ไม่ได้ยิงแอด Google จะแสดงข้อมูลเป็น “ช่วงกว้างๆ” เช่น 1K – 10K (1,000 – 10,000 ครั้ง) ซึ่งก็ยังเพียงพอสำหรับการประเมินเบื้องต้น
  • Competition (การแข่งขัน):
    • แสดงเป็น Low, Medium, High
    • ข้อควรรู้: ค่านี้หมายถึง “การแข่งขันในการลงโฆษณา Google Ads” ไม่ใช่ความยากง่ายในการทำ SEO (SEO Difficulty) โดยตรง แต่เราสามารถใช้เป็นแนวทางได้ว่า ถ้าคำไหนมีการแข่งขันด้านโฆษณาสูง ก็มักจะเป็นคำที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงเช่นกัน
  • Top of page bid (low/high range):
    • คือ “ราคาประมูลค่าคลิก” โดยประมาณสำหรับผู้ที่ลงโฆษณาเพื่อให้ติดในตำแหน่งบนสุดของหน้า มีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนวางแผนยิงแอด

5. เทคนิคการใช้งานให้มีประสิทธิภาพเหมือนมือโปร

  • การใช้ Filter: หลังจากได้รายการคีย์เวิร์ดมาแล้ว คุณสามารถใช้ปุ่ม “Filter” เพื่อกรองข้อมูลได้ เช่น กรองให้แสดงเฉพาะคำที่มีปริมาณการค้นหาสูงกว่า 1,000 ครั้ง/เดือน หรือกรองคำที่มีการแข่งขันต่ำ
  • การใช้ Refine keywords: ด้านข้างของผลลัพธ์ จะมีส่วนที่ Google ช่วย “จัดกลุ่ม” คีย์เวิร์ดตามหมวดหมู่ให้โดยอัตโนมัติ (เช่น จัดกลุ่มตามยี่ห้อ, ตามสี) ซึ่งมีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจภาพรวมและจัดโครงสร้างคอนเทนต์

6. สรุปข้อดีและข้อจำกัดที่ต้องรู้

ข้อดี

  • ข้อมูลน่าเชื่อถือสูงเพราะมาจาก Google โดยตรง
  • ใช้งานได้ฟรี
  • ช่วยให้เห็นภาพการแข่งขันทั้งฝั่ง SEO และ Ads

ข้อจำกัด

  • สำหรับบัญชีฟรี ข้อมูลปริมาณการค้นหาจะเป็นช่วงกว้าง ไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นยำ
  • ค่า Competition เป็นข้อมูลสำหรับการลงโฆษณา ไม่ใช่ค่าความยากของ SEO

บทสรุป

Google Keyword Planner คือจุดเริ่มต้นที่ทรงพลังและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำ Keyword แม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้างสำหรับผู้ใช้งานฟรี แต่มันก็ให้ข้อมูลเชิงลึกและไอเดียคีย์เวิร์ดได้มากมายมหาศาล เพียงแค่เรียนรู้วิธีการใช้งานทั้ง 2 ฟีเจอร์หลักและอ่านค่าต่างๆ ให้เข้าใจ คุณก็จะสามารถวางแผนกลยุทธ์ SEO และสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำและมีทิศทางมากขึ้น

Scroll to Top