Nofollow Link คืออะไร? ทำความเข้าใจลิงก์ที่ไม่ส่งต่อพลัง SEO ในยุคใหม่

Nofollow Link คืออะไร?

ในจักรวาลของการทำ Link Building ไม่ใช่ทุกลิงก์จะถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากลิงก์มาตรฐานที่ส่งต่อพลัง SEO หรือที่เรียกว่า “Dofollow” แล้ว ยังมีลิงก์อีกประเภทหนึ่งที่นักทำ SEO ทุกคนต้องรู้จักและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ “Nofollow Link” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมและบริหารจัดการโปรไฟล์ลิงก์ของเว็บไซต์

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Nofollow Link คืออะไร, ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด, มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างไรบ้าง และท้ายที่สุดแล้ว มันไร้ค่าสำหรับ SEO จริงหรือไม่?

Nofollow Link คือ ไฮเปอร์ลิงก์ที่มีการเพิ่มโค้ด rel="nofollow" เข้าไปในแท็ก <a> ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณบอก Search Engine (เช่น Google) ว่า “ไม่ต้องส่งต่อค่าพลัง SEO หรือ Link Juice ผ่านลิงก์นี้”

พูดง่ายๆ คือ มันเป็นการที่เจ้าของเว็บไซต์หนึ่งลิงก์ไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง แต่ไม่ต้องการ “รับรอง” หรือ “ลงคะแนนเสียง” ให้กับเว็บไซต์ปลายทางในแง่ของ SEO

เปรียบเทียบโค้ด HTML:

  • ลิงก์ปกติ (Dofollow): <a href="https://example.com">ข้อความลิงก์</a> (เป็นการบอก Google ว่า “เราเชื่อใจและขอส่งต่อพลังให้เว็บนี้”)
  • ลิงก์ Nofollow: <a href="https://example.com" rel="nofollow">ข้อความลิงก์</a> (เป็นการบอก Google ว่า “เราลิงก์ไปหาเว็บนี้ แต่ไม่ขอส่งต่อพลัง SEO ใดๆ”)

ประวัติและวิวัฒนาการของ Nofollow

rel="nofollow" ถูกคิดค้นโดย Google ในปี 2005 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ ต่อสู้กับสแปมในช่องคอมเมนต์ (Comment Spam) ในยุคนั้น บรรดานักทำ SEO สายดำนิยมใช้วิธีทิ้งคอมเมนต์ตามบล็อกต่างๆ พร้อมฝังลิงก์กลับไปยังเว็บตัวเองเพื่อสร้าง Backlink จำนวนมหาศาล Google จึงสร้าง nofollow ขึ้นมาเพื่อให้เจ้าของเว็บสามารถป้องกันการกระทำดังกล่าวได้

แต่ในเดือนกันยายน 2019 Google ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ:

Nofollow จะถูกมองเป็น “คำแนะนำ” (Hint) ไม่ใช่ “คำสั่งเด็ดขาด” (Directive) อีกต่อไป

หมายความว่า โดยทั่วไป Google จะยังคงไม่ส่งต่อพลัง SEO ผ่าน Nofollow Link แต่ในบางกรณี หากอัลกอริทึมเห็นว่าลิงก์นั้นๆ มีประโยชน์และน่าเชื่อถือ ก็อาจ “เลือก” ที่จะพิจารณาและส่งต่อค่าพลังนั้นๆ ได้

ทำความรู้จักกับ Attribute ใหม่ Sponsored และ UGC

นอกจากการเปลี่ยน Nofollow ให้เป็น “คำแนะนำ” แล้ว Google ยังได้แนะนำอีก 2 Attribute ใหม่เพื่อช่วยให้สามารถระบุประเภทของลิงก์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น:

  1. rel="sponsored": ใช้สำหรับลิงก์ที่มีการจ่ายเงินเพื่อการโฆษณา, ลิงก์ Affiliate, หรือลิงก์ที่ได้รับการสนับสนุนทั้งหมด นี่คือ Attribute ที่ควรใช้กับลิงก์โฆษณาแทน nofollow
  2. rel="ugc": ย่อมาจาก User-Generated Content ใช้สำหรับลิงก์ที่ถูกสร้างโดยผู้ใช้งานทั่วไป เช่น ลิงก์ในคอมเมนต์, ในกระทู้เว็บบอร์ด ซึ่งเป็นส่วนที่เจ้าของเว็บควบคุมไม่ได้

โดย nofollow ยังคงใช้ได้ในกรณีทั่วไปที่ไม่เข้าข่ายสองประเภทข้างต้น และเรายังสามารถใช้หลาย Attribute ร่วมกันได้ เช่น rel="nofollow sponsored"

นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด และคำตอบคือ “ไม่จริง”

แม้ Nofollow Link จะไม่ส่งต่อพลัง SEO โดยตรง แต่มันยังคงมีประโยชน์ทางอ้อมที่สำคัญอย่างยิ่ง:

  • ช่วยเพิ่ม Traffic คุณภาพ: หัวใจของการมีลิงก์คือการนำพาผู้คนจากเว็บหนึ่งไปอีกเว็บหนึ่ง Nofollow Link บนเว็บไซต์ใหญ่ๆ ที่มีผู้เข้าชมมหาศาล สามารถส่งต่อ Traffic ที่มีคุณภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายมายังเว็บไซต์ของคุณได้
  • สร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness): การถูกกล่าวถึงและมีลิงก์ (แม้จะเป็น Nofollow) จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ, Wikipedia, หรือเว็บบอร์ดชื่อดัง ช่วยสร้างการรับรู้และตอกย้ำความน่าเชื่อถือของแบรนด์คุณในสายตาผู้ใช้งาน
  • สร้างโปรไฟล์ Backlink ที่เป็นธรรมชาติ: โปรไฟล์ลิงก์ที่ดีและดูเป็นธรรมชาติในสายตา Google ควรประกอบไปด้วยลิงก์ทั้งแบบ Dofollow และ Nofollow ผสมกันไป การมีแต่ Dofollow Link 100% อาจดูจงใจและผิดปกติเกินไป

บทสรุป

Nofollow Link ไม่ใช่ลิงก์ที่ไร้ค่า แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการโปรไฟล์ลิงก์และป้องกันสแปม แม้จะไม่ส่งต่อพลัง SEO โดยตรงเหมือนในอดีต แต่คุณค่าของมันในแง่ของการสร้าง Traffic, Brand Awareness, และความสมดุลของโปรไฟล์ Backlink ยังคงเป็นสิ่งที่นักทำ SEO ไม่สามารถมองข้ามได้ การเข้าใจและมองเห็นคุณค่าของ Nofollow Link คือกุญแจสำคัญในการสร้างกลยุทธ์ SEO ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในยุคปัจจุบัน

Scroll to Top